ซื้อ-ขายกองทุนรวม ให้ดูที่ NAV คืออะไร?

NAV มีความสำคัญเปรียบเสมือนราคาของหน่วยลงทุนคล้ายกับราคาของหุ้นที่ต้องพิจารณาเมื่อต้องการซื้อและต้องการขายกองทุนรวม แต่ต่างกันตรงที่ราคาที่แท้จริงของ NAV จะสรุปในช่วงสิ้นวัน เราลองไปทำความรู้จักกับ NAV กันมากกว่านี้ดีกว่าครับ

NAV คืออะไร

NAV ย่อมาจาก Net Asset Value คือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดของกองทุนรวมและผลประโยชน์ต่างๆ ที่กองทุนได้รับ หลังจากหักค่าใช้จ่ายหรือหนี้สินของกองทุนรวมแล้ว โดยทำการคิดคำนวณมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวมตามราคาตลาดหรือ Mark to Market ในแต่ละวัน เพื่อสะท้อนมูลค่าแท้จริงตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป

หากอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย NAV คือ มูลค่าหน่วยลงทุนต่อหน่วย ซึ่งบริษัทจัดการจะเป็นผู้คิดคำนวณและประกาศอย่างเป็นทางการหลายช่องทาง เช่น หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ของ บลจ. เว็บไซต์อื่นๆ หรือ แอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับการลงทุน ในกรณีที่เราต้องการซื้อ ให้เราดูที่ช่องราคาขาย แต่หากต้องการขาย ให้เราดูที่ช่องราคารับซื้อคืน โดยปกติราคารับซื้อคืนมักจต่ำกว่าราคาขาย

สำหรับวิธีการคำนวณราคามูลค่าต่อหน่วยที่บริษัทจัดการแสดงเป็นราคาขายหรือราคารับซื้อคืน สูตรการคำนวณดังนี้

มูลค่าต่อหน่วย (NAV ต่อหน่วย) = มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ/จำนวนหน่วยลงทุน

::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ไม่รู้ราคาตอนซื้อ ไม่เห็นราคาตอนขาย

ในปัจจุบันกองทุนรวมเป็นสินค้าเดียวบนโลกที่เราไม่รู้ราคาซื้อจริงและไม่รู้ราคาขายจริงในช่วงเวลาที่ทำการซื้อและขาย เนื่องจาก NAV ประกาศราคาแค่วันละครั้งในช่วงสิ้นวันหลังจากตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ปิดทำการ ซึ่งส่วนใหญ่ปิดไล่เลี่ยกันเวลา 16.00 – 16.30 น. บริษัทจัดการจึงยังไม่รู้ราคาที่ซื้อหรือขายหุ้นและตราสารหนี้จนกว่าจะปิดตลาด และนำราคาปิดที่มีการซื้อขายไปคำนวณมูลค่าหลักทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่หรือ Mark to Market ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นกองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศบางกองทุนอาจจะล่าช้ากว่านั้น ขึ้นอยู่กับหลักทรัพย์และประเทศที่กองทุนลงทุน รวมถึงความแตกต่างเรื่องเวลาการเปิดทำการของแต่ละประเทศอีกด้วย

ดังนั้นการซื้อขายกองทุนรวมจึงต้องส่งคำสั่งซื้อขายก่อนปิดรับทำรายการ ซึ่งปกติอยู่ที่เวลา 15.00-15.30 น. เพื่อนำไปคำนวณราคาและประกาศราคา NAV เวลาประมาณ 19.00-20.00 น. ทำให้กองทุนรวมอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการสภาพคล่อง ลงทุนในระยะสั้น หรือซื้อขายรายวัน เพราะด้วยระบบของกองทุนแล้วไม่สามารถทำได้

::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ความเคลื่อนไหวของราคา NAV

เราคงรู้กันอยู่แล้วว่า ความเคลื่อนไหวของราคา NAV ส่วนหนึ่งสะท้อนฝีมือหรือความสามารถของผู้จัดการกองทุนในการคัดเลือกตราสารการลงทุนและคาดการณ์แนวโน้มการลงทุนในอนาคต ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนและความเสี่ยงที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ซึ่งในความเป็นจริงยังคงมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา NAV โดยอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของผู้จัดการกองทุน ดังนี้

1. การประเมินมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน (Valuation of Investments)

ราคา NAV เกิดจากการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของกองทุนในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งราคาที่ใช้คำนวณอาจแตกต่างกันออกไป โดยขึ้นอยู่กับการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้นอาจจะสามารถใช้ราคาปิดที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวันตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ในส่วนของตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่อง การซื้อขายต่ำ ไม่สามารถหาราคาปิดในแต่ละวันได้ หรือกรณีที่ทรัพย์สินที่ลงทุนไม่มีราคาตลาด กองทุนรวมอาจพิจารณาใช้ราคาตามหลักเกณฑ์ที่สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำหนด หรือคำนวณจากราคาเสนอซื้อครั้งสุดท้ายแทน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคา NAV ของกองทุนนั้นโดยตรง

2. การซื้อหรือขายทรัพย์สินของกองทุน (Purchase/Sale of Securities)

ปัจจัยข้อนี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนโดยตรง เพราะการซื้อและขายทรัพย์สินออกจากกองทุนแต่ละครั้งย่อมส่งผลต่อราคา NAV อย่างไม่ต้องสงสัย

3. คุณภาพของทรัพย์สินของกองทุน (Quality of Securities)

ถ้ากองทุนลงทุนในทรัพย์สินที่มีคุณภาพ กองทุนจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปยังราคา NAV ให้สูงขึ้นด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าทรัพย์สินที่ลงทุนไม่มีคุณภาพจนทำให้กองทุนขาดทุน ราคา NAV จะลดลงด้วยเช่นกัน

4. ผลตอบแทนที่ยังไม่ได้รับ (Unrealized Return)

ปัจจัยนี้คล้ายกับการลงทุนในหุ้นที่มีเงินปันผล ก่อนหน้าที่หุ้นแนวโน้มดีจะประกาศผลการดำเนินงานและเงินปันผล ราคาหุ้นตัวนั้นมักจะปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กองทุนรวมสามารถตีราคาทรัพย์สินตามมูลค่าตลาด ซึ่งส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับแนวโน้มกำไรหรือขาดทุนของหุ้นแต่ละตัวในกองทุนนั้น โดยสมมติว่า ถ้าหุ้นแต่ละตัวในพอร์ตการลงทุนมีแนวโน้มกำไรดีขึ้น ราคา NAV มักจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ถ้ามีแนวโน้มขาดทุนมากกว่ากำไร ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อราคา NAV ให้ลดลง

5. หนี้สินและค่าใช้จ่ายของกองทุน (Liabilities and Expenses)

ราคา NAV เป็นผลที่เกิดขึ้นจากผลกำไรหรือผลประโยชน์หักหนี้สินและค่าใช้จ่าย ดังนั้น หากกองทุนมีหนี้สินและค่าใช้จ่ายสูง ราคา NAV อาจจะลดลง ขณะเดียวกันหากกองทุนมีหนี้สินและค่าใช้จ่ายน้อย ราคา NAV ก็จะสูงขึ้น

6. จำนวนหน่วยลงทุนที่จัดจำหน่ายและไถ่ถอน (Unit Sold and Redeemed) ถ้ากองทุนมีการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนเพิ่ม ราคา NAV ก็จะสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีการไถ่ถอนหน่วยลงทุน ราคา NAV ก็จะลดลง

7. การจ่ายเงินปันผล (Dividend Distribution)

ปัจจัยสุดท้ายอาจจะมีผลต่อเนื่องให้เราต้องตัดสินใจเลือกประเภทของกองทุนต่อไป ระหว่างกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผลและกองทุนที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของราคา NAV โดยส่วนใหญ่กองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผลจะทำให้ราคา NAV ลดลง เนื่องจากเงินปันผลได้รับการจ่ายจากกำไรสะสมหรือกำไรสุทธิของกองทุน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราคา NAV ด้วย

::::::::::::::::::::::::::::::::::::

เกร็ดความรู้ : ราคาเริ่มต้นที่ 10 บาท

ทุกกองทุนในประเทศไทยมีราคา NAV เริ่มต้นในวันแรกที่นำเสนอขายกองทุนจำนวน 10 บาท ดังนั้น ถ้ากองทุนไหนที่ราคาต่ำกว่า 10 บาท เรารู้ทันทีว่า ผู้จัดการกองทุน บริหารกองทุนแพ้ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นกองทุนแล้ว

อ่านต่อการลงทุนในกองทุนรวมได้ในหนังสือ "กองทุนรวม ฉบับพื้นฐาน" ครับ

เปิดโลกการเรียนรู้สู่การลงทุน เริ่มต้นเรียนรู้ได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ ห้องสมุดเปิดให้บริการฟรีทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ตั้งแต่เวลา 08:30 – 21:00 น. เดินทางสะดวกโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงสถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ทางออก 3 ครับ

ติดตามความรู้ที่น่าสนใจ กิจกรรม และหนังสือใหม่ของห้องสมุดคลิก www.maruey.com

::::::::::::::::::::::::::::::::::::

ผู้เขียน : Mr.Messenger
เรียบเรียงโดย : ปรรณ ญาภิรมย์
ที่มา : หนังสือ "กองทุนรวม ฉบับพื้นฐาน"


กลับสู่หน้าแนะนำหนังสือ