ทฤษฎีการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อสังคมของมหาเศรษฐี

“ใครก็ตามที่ตายอย่างมั่งคั่ง ตายอย่างน่าอัปยศอดสู” The man who dies rich, die disgraced.
..By : Andrew Carnegie..

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีอภิมหาเศรษฐีติดอันดับโลกมากที่สุด และอภิมหาเศรษฐีอเมริกันมีความนิยมเหมือนกันอันหนึ่ง คือ เมื่อรวยแล้วก็จะต้องหาทางคืนกลับให้สังคมเป็นการให้กลับแบบหมดตัว คือทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่งทั้งมวลที่สู้อุตส่าห์หามาได้ทั้งชีวิต เมื่อกันไว้ให้ลูกเมียพอให้ได้อยู่อย่างไม่ลำบากไปตลอดชีวิตแล้ว ที่เหลือก็จะนำไปคืนกลับให้สังคมได้ใช้ประโยชน์

โดยสไตล์การให้ของคนเหล่านี้ คือต้องให้เสียตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ และต้องให้อย่างมีชั้นเชิง มีกลยุทธ์ ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ดูตัวอย่างจากมหาเศรษฐีปัจจุบันอย่าง Warren Buffets ที่ประกาศสละทรัพย์เกือบทั้งหมดให้กับการกุศล Bill Gates เองก็เป็นเจ้าของมูลนิธิจำนวนมาก มุ่งมั่นทั้งในเรื่องโรคเอดส์ มาลาเรีย การศึกษาชั้นประถม หรือแม้กระทั่งการปรับปรุงส้วมในอินเดีย

George Soros เองที่หาเงินมาได้ด้วยการเก็งกำไรและใช้เล่ห์เหลี่ยมในการตลาดเงินตลาดทุน ก็ยังมีมูลนิธิที่ให้การสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชน องค์กรเอกชนจำนวนมากที่ทำงานด้านนี้ในเมียนมาร์ล้วนได้รับการสนับสนุนจากเขา หรือมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ๆ ที่สร้างตัวเองได้จากหุ้นในกิจการไฮเทคทั้งหลาย เขาเหล่านี้ล้วนมีมูลนิธิเป็นของตัวเองเกือบทั้งสิ้น แม้แต่กิจการขนาดใหญ่ กลาง เล็ก ของอเมริกา ก็ต้องมีฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR หรือ Maximize Stakeholders Value

สิ่งนี้เป็นลักษณะเฉพาะของสังคมอเมริกันที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นก่อตั้งประเทศอย่าง Benjamin Franklin (ที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย) เรื่อยมา จนถึงยุคเฟื่องฟูที่สังคมอเมริกันเริ่มมั่งคั่งหลังสงครามกลางเมืองและก่อเกิดอภิมหาเศรษฐีเจ้าของอุตสาหกรรมจำนวนมาก เช่น Ezra Cornell (ที่ให้เงินเพื่อก่อตั้งมหาวิทยาลัยคอร์แนล) John D. Rockefeller (ผู้สนับสนุนเงินทุนก่อตั้งมหาวิทยาลัยชิคาโก มูลนิธิร็อคกี้เฟลเล่อร์ที่เป็นเสมือนตักสิลาทางด้านการให้) John Jacob Astor (ผู้วางทุนประเดิมให้สร้างห้องสมุดประชาชน New York Public Library อันโด่งดัง) J.P. Morgan (ผู้สร้าง J.P. Morgan Library ซึ่งรวบรวมต้นฉบับชั้นยอดไว้ให้สาธารณะได้ชมมาจนถึงทุกวันนี้) หรือ Andrew Carnegie Mellon ผู้มอบทรัพย์สินเงินทองราว 90% ที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อการกุศลสาธารณะ (ทั้งสร้างห้องสมุดประชาชนทั่วสหรัฐฯ สร้างคาร์เนกี้ฮอลล์ สร้างสถาบันการศึกษาระดับสูง ที่ต่อมาพัฒนาขึ้นเป็น มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon) ฯลฯ...มาจนถึงอภิมหาเศรษฐีรุ่นปัจจุบัน ที่เกือบทุกคนต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานการกุศลสาธารณะ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

สังคมอเมริกันได้รับประโยชน์และพัฒนาอย่างมากมาย สถาบันทางสังคมและวัฒนธรรมและศิลปะชั้นสูง ที่สำคัญๆ คุณภาพสูง ที่ลูกหลานอเมริกันได้ใช้ประโยชน์อย่างมาก และเป็นหน้าเป็นตาของสังคมอเมริกัน เกือบทั้งหมด มาจากการบริจาคกลับคืนสู่สังคม มหาวิทยาลัยชั้นยอดและสถาบันการศึกษาชั้นสูง โรงเรียนศิลปะ คอนเสิร์ตฮอลล์และวงออร์เครสตราสำคัญๆ พิพิธภัณฑ์ หอแสดงภาพเขียน ห้องสมุดประชาชน สวนสาธารณะ โรงพยาบาล โรงเรียนจำนวนมาก ฯลฯ ล้วนมีที่มาจากการบริจาคของมหาเศรษฐีเป็นประเดิมทั้งสิ้น

มันเป็นลักษณะ Unique อันหนึ่งของระบบทุนนิยมสุดขั้วของอเมริกา ในบรรดามหาเศรษฐีอเมริกันที่สละทรัพย์ให้กับประโยชน์สาธารณะนั้น นับว่า Andrew Carnegie ได้ถ่ายทอดความในใจไว้ให้สังคมวงกว้างได้รู้อย่างเปิดเผยที่สุด ข้อเขียนของเขาหลายชิ้นกล่าวถึงเรื่องดังว่านี้ไว้อย่างละเอียด ผสมผสานปรัชญา (แบบกระจายความเท่าเทียมกันโดยไม่ต้องอาศัยสังคมนิยม) และเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังที่ต้องการสละทรัพย์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ข้อเขียนที่สำคัญที่สุดของเขา นอกจากอัตตะชีวประวัติแล้ว ก็คือ “The Gospel of Wealth” ที่เขาเขียนลงตีพิมพ์ในนิตยสาร North American Review ฉบับเดือนมิถุนายน 2432 (ค.ศ.1889) ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5

คาร์เนกีเป็นผู้ประกอบการและนักบริหารจัดการที่มีความสามารถ มองการณ์ไกล สร้างคน ออกแบบกลยุทธ์ที่เหนือชั้น และเข้าใจรายละเอียดของงานทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงการจัดการอย่างถึงแก่น เขาหาทรัพย์เก่งมาก แต่ปัญหาที่มักกวนใจเขาเสมอคือ “การใช้ทรัพย์” ที่หามาได้นั้น ในปี 2435 เขาให้เงินเพื่อก่อตั้ง Carnegie Hall สำหรับเป็นที่แสดงศิลปะแขนง Performing Arts และในปี 2445 เขาให้เงินประเดิมสำหรับก่อตั้ง Carnegie Institution สำหรับงานวิจัยขั้นต่อยอด เขายังก่อตั้ง Carnegie Institution for the Advancement of Teaching (2448) และ Carnegie Corporation (2454) เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ นอกจากนั้นเขายังให้เงินสร้างห้องสมุดประชาชน 2,881 แห่งทั่วสหรัฐฯ และซื้อออร์แกนบริจาคให้กับโบสถ์จำนวน 7,689 แห่งทั่วโลก

ตอนที่เขาตายเมื่ออายุได้ 84 ปีนั้น โลกพบว่า เขาได้ใช้จ่ายเงินทองและทรัพย์สินที่มีอยู่ของเขาแทบทั้งหมดไปกับประโยชน์สาธารณะ ผ่านโครงการมูลนิธิ และสถาบันต่างๆ ที่เขาตั้งขึ้นหรือเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เขาเป็นฮีโร่ของบรรดามหาเศรษฐีใจบุญรุ่นหลังจากเขา มาจนกระทั่งบัดนี้ อ่านต่อ “The Gospel of Wealth” เขียนโดย แอนดรู คาร์เนกี ฉบับแปลภาษาไทย ได้ในวารสาร MBA ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560

ถ้ามหาเศรษฐีในประเทศไทย คิดอย่างเศรษฐีอเมริกัน ให้คืนกลับสู่สังคม สังคมคงจะดีขึ้นไม่น้อยนะครับ และวันนี้ห้องสมุดมารวยมีหนังสือมาแนะนำเกี่ยวกับแนวคิดด้านบน ให้ทุกท่านได้อ่านกันด้วยครับ

หนังสือแนะนำ

เรียนรู้ด้านการเงินและการลงทุนได้ไม่รู้จบ ผ่านคลังความรู้ขนาดใหญ่ที่มีหนังสือกว่า 20,000 เล่ม ได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30 – 21:00 น. เดินทางสะดวกโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลงสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ออกประตู 3 ติดตามความรู้ที่น่าสนใจ กิจกรรม และหนังสือใหม่ของห้องสมุดคลิก www.maruey.com

--------------------------------------------------------

ที่มา : วารสาร MBA ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560

--------------------------------------------------------

กลับสู่หน้าแนะนำวารสาร