Startup Nation - คิดอย่างไร ใหญ่อย่างอิสราเอล

อิสราเอลมีการจัดตั้งเมืองเพื่อรองรับอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งจะอยู่บริเวณชายฝั่งติดทะเลเป็นส่วนใหญ่ ไล่ตั้งแต่เมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเมืองเทลอาวีฟ (Tel Aviv) ห่างขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร คือ อุตสาหกรรมไฮเทค เมืองเซซาเรีย (Caesarea) ถัดขึ้นไปอีก 50 กิโลเมตร คือเมืองไฮฟ่า (Haifa) และนอกจากเมืองชายฝั่ง เศรษฐกิจไฮเทคยังขยาย และกระจายตัวตามเมือง ตั้งแต่ เยรูซาเลม (Jerusalem) เมืองหลวง จนไปถึงเมืองเล็กๆ อย่างยอกเนียม (Yokneam)

เพราะฉะนั้นคำว่า ‘Startup’ ที่เป็นชื่อเล่นของอิสราเอลนั้น ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ประเทศอิสราเอล มีบริษัทอยู่ในตลาดหุ้น NASDAQ เป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งอันดับ 1 คือสหรัฐฯ แน่นอนอยู่แล้ว อันดับ 2 คือ จีน แต่ประชากรของสองประเทศนั้นรวมกันเท่ากับ 1,700 ล้านคน ในขณะที่อิสราเอลมีประชากรประมาณ 8-9 ล้านคนเท่านั้น ฉะนั้นจากข้อมูลเบื้องต้น ก็พอจะเห็นความสำคัญ และบทบาทของอิสราเอลในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของโลก ดังนี้

1. มีจำนวนสตาร์ทอัพประมาณ 8,000 ราย จากประชากร 8-9 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนที่เยอะที่สุดในโลก

2. มีกองทุนที่ลงทุนในสตาร์ทอัพจำนวน 171 กองทุน แบ่งเป็น Venture Capital 148 แห่ง และ Corporate Venture Capital 23 แห่ง

3. มีโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพประมาณ 149 แห่ง แบ่งเป็นโครงการ Accelerator 106 แห่ง และโครงการ Incubator 43 แห่ง

ในไทยเราเรียกทั้งสองแบบว่าโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ แต่ในอิสราเอลทั้งสองโครงการมีสิ่งที่แตกต่างกัน คือ Accelerator จะให้เงินลงทุนในสตาร์ทอัพสูงกว่า ต้องการผลตอบแทนด้านการเงินหรือหุ้นในบริษัท มักจะลงทุนกับสตาร์ทอัพที่มีบริการเป็นรูปร่างแล้ว (Early Stage เป็นต้นไป) มีระยะเวลาของโครงการชัดเจนเพื่อเร่งให้สตาร์ทอัพไปเร็วที่สุด และมีวันสาธิต (Demo Day)

ส่วน Incubator อาจไม่ให้เงินลงทุน หรือให้น้อยกว่า ไม่ต้องการผลตอบแทนด้านการเงินเป็นหลัก เริ่มให้คำปรึกษากับสตาร์ทอัพตั้งแต่มีแค่ไอเดีย (Seed หรือ Pre Seed) มีระยะเวลาแต่ไม่ได้เร่ง อาจมีหรือไม่มีวันสาธิต (Demo Day)

ส่วนสิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองโครงการจะให้สถานที่ ให้คำปรึกษา ให้ยืมใช้เทคโนโลยี ข้อมูลและอาจให้ทดลองใช้ฐานลูกค้าด้วย เพราะฉะนั้นคำว่า ‘บ่มเพาะสตาร์ทอัพ’ จะตรงกับคำว่า ‘Incubator’ มากกว่า ส่วน Accelerator ยังไม่มีคำไทยอย่างชัดเจน แต่สำหรับประเทศไทย หลายโครงการที่ใช้ชื่อว่า Accelerator บางครั้งมีบทบาทคล้ายๆ Incubator ส่วน Incubator บางครั้งก็ให้เงินลงทุนที่สูง และมีโปรแกรมที่รวดเร็วเหมือน Accelerator เช่นกัน

4. มันสมองของชาวยิว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องยีนส์ เรื่องพันธุกรรมป็นส่วนหนึ่ง แต่ระบบที่รองรับก็มีผลเช่นกัน ระบบที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การศึกษา แต่เป็นการเกณฑ์ทหาร (Military Services) โดยประชากรชาวอิสราเอลแท้ๆ หรือชาวยิว เมื่อมีอายุ 18 ปี มีหน้าที่รับใช้ชาติเป็นเวลา 3 ปีสำหรับผู้ชาย และ1 ปีครึ่งถึง 2 ปีสำหรับผู้หญิง ส่วนประชากรเชื้อชาติอื่นอย่างชาวมุสลิม คริสเตียน ไม่บังคับ

ในหนังสือเรื่อง Startup Nation นั้นได้อธิบายถึงการเกณฑ์ทหารว่า ในอิสราเอลนั้นไม่ได้มีแค่การป้องกันประเทศและการต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่ในกองทัพยังมีการสอนเทคโนโลยี การโค้ดดิ้ง และความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งสาเหตุก็มาจากความไม่สงบระหว่างประเทศทำให้อิสราเอลตระหนักดีว่าการสู้รบด้วยกำลังอย่างเดียวไม่พอ แต่การสู้ด้วยคอมพิวเตอร์จะทำให้ประเทศปลอดภัย และเจริญก้าวหน้าได้

นอกจากนั้นการเกณฑ์ทหารยังปลูกฝังให้คนอิสราเอลมีทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะผู้ประกอบการ และการคิดนอกกรอบอีกด้วย และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศอิสราเอลจึงพร้อมสำหรับการเป็น Startup Nation

เรามาทำความรู้จักเมืองเทลอาวีฟ (TEL AVIV) เมืองต้นแบบของ THAI STARTUP เมืองนี้เป็นเมืองหลวงของสตาร์ทอัพ มีการสนับสนุนจากภาครัฐให้เมืองนี้เป็นเมืองเศรษฐกิจ มีบริษัทข้ามชาติ ชื่อดังมากมาย มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก มีสถาบันวิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่ โดยเมืองนี้มีลักษณะที่โดดเด่น ดังนี้

1. อากาศดี ไม่ร้อน อุณหภูมิเฉลี่ย 15-25 องศา ความชื้นไม่มากนัก ทำให้สามารถเดินเล่นกลางแดดได้ โดยเหงื่อไม่ออกเลยสักหยด เมื่ออากาศดีผู้คนที่นี่จึงนิยมปั่นจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือพาหนะไฟฟ้าล้ำๆ นอกจากนั้นเวลากลางวันในช่วงเดือนเมษายนจนถึงตุลาคมยังนานกว่าปกติ เพราะกว่าพระอาทิตย์จะลับเส้นขอบฟ้าก็ประมาณ 19:30 น. เป็นต้นไป

2. ติดทะเล เช่นเดียวกับเมืองที่ติดทะเล เวลาที่คิดไม่ออก ทุกคนก็ขอไปชายหาดไว้ก่อน ฉะนั้นริมทะเล Mediterranean จึงเต็มไปด้วยการทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ตั้งแต่วิ่งจ็อคกิ้ง พาสุนัขเดินเล่น ปั่นจักรยาน เล่นสเก็ตบอร์ด เล่นวอลเลย์ เล่นดนตรี นอนอาบแดด ดังนั้นที่นี่คือศูนย์บ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ชั้นดี

3. พื้นที่สำหรับผู้คน เมืองเจริญแล้วแทบทุกเมือง จะมีพื้นที่สำหรับทุกคน คนขับรถ คนขับจักรยาน คนออกกำลังกาย คนที่ชอบเดิน คนที่อยากทำกิจกรรมข้างนอก ซึ่งที่เมืองเทลอาวีฟมีครบครัน

4. ปลอดภัย ไม่มีความขัดแย้ง ไม่ว่าประเทศรอบข้างจะทะเลาะกันหนักขนาดไหน เทลอาวีฟจะเงียบสงบเสมอ มีคนจากทั่วทุกมุมโลก มาตั้งรกรากที่นี่ ตั้งแต่อดีตสหภาพโซเวียต ยุโรป อเมริกา ตะวันออก แอฟริกา ทำให้ผู้คนที่นี่หน้าตาหลากหลายมากๆ และทุกสตาร์ทอัพที่เยี่ยมชมก็เป็นเช่นนั้น ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความเปิดรับทางความคิดนี้เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เทลอาวีฟเป็นศูนย์รวมสตาร์ทอัพ เมืองนี้อายุเพียง 100 ปีนิดๆ และสร้างด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการหนีจากความวุ่นวายทางเชื้อชาติในเมืองหลวง เพราะฉะนั้นบ้านเมืองจึงสะอาด มีร่มเงาต้นไม้ใหญ่ หญ้าเขียว ดอกไม้สวย มีพื้นที่ให้ผู้คนได้ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ “หากเยรูซาเลม คือ เมืองที่มองย้อนกลับไปในอดีต เทลอาวีฟ คือ เมืองที่มุ่งหน้าสู่อนาคต

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม 15% ของการลงทุนในด้านความปลอดภัยในไซเบอร์ทั่วโลก (Cyber Security) อยู่ในอิสราเอล หากใครอยากลงลึกเรื่องสตาร์ทอัพในอิสราเอลเพิ่ม แนะนำให้อ่านหนังสือเรื่อง Startup Nation และอ่านวารสาร Marketeer ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560 ที่มี Cover Story เจาะลึกด้านสตาร์ทอัพในประเทศอิสราเอล น่าอ่านและน่าสนใจมากเลยทีเดียวครับ

หนังสือแนะนำ

เรียนรู้ด้านการเงินและการลงทุนได้ไม่รู้จบ ผ่านคลังความรู้ขนาดใหญ่ที่มีหนังสือกว่า 20,000 เล่ม ได้ที่ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครับ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:30 – 21:00 น. เดินทางสะดวกโดยรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ลงสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ออกประตู 3 ติดตามความรู้ที่น่าสนใจ กิจกรรม และหนังสือใหม่ของห้องสมุดคลิก www.maruey.com

--------------------------------------------------------

ที่มา : วารสาร Marketeer ฉบับเดือนพฤษภาคม 2560

--------------------------------------------------------

กลับสู่หน้าแนะนำวารสาร